Dogs

Love is all-round

Love is all-round
ความรักอยู่รอบๆตัวเรา

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หนาวนี้ ไปแอ่วเชียงฮายกันเต๊อะ ! (19-23 พ.ย. 2553)

และแล้ววันที่เรารอคอยมาก็มาถึง เสื้อผ้า+ข้าวของต่างๆ นานา
ได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์เลย  คิดแล้วก็อยากจะถึงเร็วๆเสียจริง
ทริปนี้เราตั้งใจไปตามล่าหาทะเลหมอก  หลังจากยังไม่สะใจที่พะเนินทุ่ง (เพชรบุรี)


คืนแรกเรานอนพักกันในเมืองพะเยา  ที่เรือนกฤษณา รีสอร์ท
บรรยากาศสบายๆ แนวบูทิคโฮเทล ห้องใหญ่มากแต่ราคาสบายๆ




































ก่อนขึ้นภูชี้ฟ้า  เราก็จะผ่านน้ำตกภูซาง (น้ำตกอุ่น)
นักท่องเที่ยวเยอะเชียวคะที่นี่







































































อากาศเย็นสบายทั้งวัน  (อากาศบนดอยนะคะ  ส่วนพื้นราบก็ร้อนเหมือนเดิมคะ)



ดอกไม้สวย  ดูแล้วสดชื่นจัง


เจ้าสองแสบนี้  เป็นลูกค้าประจำของทัวร์เราคะ
ไปไหนไปด้วย ดื้อ+ซน สุดๆๆ





































เจ้านี่ชอบถ่ายรูป ขี้อ้อน ขี้โวยวาย แต่น่ารักม๊ากกกก



































ส่วนเจ้าลูกสาว  ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่เสียงดัง
กินง่าย อยู่ง่าย  ตรงข้ามกับพี่ชายทุกอย่าง
กระเป๋าก็เดินเข้ามานอนเอง ไม่ต้องบังคับเหมือนเจ้าพี่ชายตัวแสบ




































ระหว่างทางที่จะไปภูชี้ฟ้า เราก็เจอต้นไม้ต้นนี้
ไม่รู้ว่านี่คือต้นอะไร  ใบของเค้าจะเป็นสีเหลือเข้ม
สวยเสียจนทำให้เราต้องหยุดรถ เพื่อถ่ายรูปกันเลยเชียว





































ผลผลิตหลักของชาวเขา "กล่ำปลี" ถางเขาเป็นลูกๆเพื่อปลูกเจ้านี่แหละ


ภูเขาส่วนมากที่เราขับรถผ่าน  ก็จะถูกถางต้นไม้ออก เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นที่เพาะปลูก
และก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีการควบคุมจำนวนการถือครองที่ดินเสียด้วย
ประมาณว่าใครมีแรงอยากจะทำตรงไหนก็ทำ  ดูเองก็แล้วกัน อีกหน่อยก็หมด



ลูกชายสูงกว่ากล่ำปลีนิดเดียวเอง



































บรรยากาศบนเขาคะ


 และแล้วเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางของวันที่สองแล้วนั่นคือ
ภูชี้ฟ้าฮิลล์  ซึ่งเราจะต้องตื่นตี 4.30 น.ในวันพรุ่งนี้จะมีรถของทาง
รีสอร์ท (คนละ 40 บาท ไป-กลับ) เพื่อขึ้นบนภูชี้ฟ้า



































อากาศบนนี้เย็นสบาย และจะหนาวมากในตอนกลางคืนและตอนเช้ามืด
หลังจากที่รถไปส่งเราตรงตีนภูแล้ว เรา้ต้องเดินไปอีกประมาณ 700 เมตร
เป็นการเดินที่ค่อนข้างลำบาก  เพราะว่าอากาศหนาว  มืดมาก  อ๊อกซิเจนน้อย
เราต้องเดินๆ หยุดๆอยู่หลายครั้งกว่าจะถึงยอดภู




































ราคาห้องพักที่นี่ 1200 บาท/คืน (รวมอาหารเย็น 5-6 อย่าง)
จะบอกว่าอาหารที่เห็นเนี่ย  เค้าให้เรากินกันสองคนเอง  อิ่มไปเลย



 อากาศบนภูชี้ฟ้า้สดชื่นจริงๆคะ 



ผู้คนมากมาย ทยอยเดินขึ้นมาบนนี้กัน เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน
แต่วันนั้นลมแรง  หมอกจึงฟุ้งไม่จับตัวกันเป็นก้อน
แต่เราก็ยังพอจะเห็นทะเลหมอกได้ แต่อยู่ไกลออกไป



แอบถ่ายลูกชาย  รู้สึกว่าเธอจะดื่มด่ำกับธรรมชาติเสียจริงเชียว



มาม่าคัพ (เล็ก) ถ้วยละ 18 บาท + นายแบบมาม่าคนล่าสุด



































ดอกของต้นลำโพง  ใหญ่มากซะจนครอบหัวลูกชายซะมิดเลย




































หมดไปอีก 1 วันที่แสนจะประทับใจ




ลูกสาวสุดเลิฟ จอมแอ๊บแบ๊ว...





































ในคืนที่สามเราพักกันที่ ผาตั้งฮิลล์ รีสอร์ท เพราะที่นี่เป็นอีกที่ที่ขึ้นชื่อเรื่อง
ทะเลหมอก  แต่เราก็ไม่เห็น(อีกแล้ว) เพราะสภาพอากาศไม่เป็นใจ 

ในช่วงค่ำเราก็สั่งอาหารที่ร้านมาชิมกัน  เค้าว่ากันว่า"ขาหมูยูนาน" ที่นี่
เค้าอร่อย จัดมา! ด่วนเลย  ตามด้วยผัดผัก+แกงจืดอีก 1 ชามใหญ่ 
ส่วนน้ำชาไม่ต้องสั่งเค้าจัดมาให้เลย





































ส่วนตอนเช้าเราก็ฝากท้องกับทางรีสอร์ท เพราะค่าห้องรวมอาหารเช้าไปแล้ว
โจ๊กแสนอร่อย  ร้อนๆกินตอนอากาศหนาวๆแบบนี้ ดีจริงเชียว
ตามด้วยหมั่นโถวทอด + กาแฟ หรือ โอวัลติน แล้วแต่จะสั่งเลย
ส่วนที่ขาดไม่ได้  ก็คือ "น้ำชา" นั่นเอง



ที่รีสอร์ทเค้ามีสตอเบอรี่ขายด้วยนะ  แปลงที่เห็นนี้เป็นแปลงให้ลูกค้า
เดินชมได้เลย  เป็นแปลงสาธิตประมาณนี้คะ ส่วนโรงปลูกสตอเบอรี่นั้น
อยู่ห่างออกไปอีก 




































ผ่านไป 2 วันที่เชียงราย  เราก็ตัดสินใจไปลั้นลาต่อกันที่เชียงใหม่
เพื่อร่วมงานเทศกาลลอยกระทง ไม่น่าเชื่อว่าระหว่างทาง
เราจะพบบ่อน้ำพุร้อนอยู่บริเวณริมถนนกันเลยเชียว


ระหว่างถ่ายรูปบ่อน้ำพุร้อนอยู่ เราก็เหลือไปเห็นว่ามีปราสาท (หรือจะเรียกอะไรดีหว่า)
แต่ยังสร้างไม่เสร็จ  คงรอเก็บรายละเอียดอยู่  ขนาดยังไม่เสร็จยังสวยขนาดนี้เลย




































อีกกิจกรรมหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือ ลอยกระทง ที่เชียงใหม่
ดูเหมือนชาวเชียงใหม่จะมีความสนุกมากกับเทศกาลนี้ 
หนุ่มๆสาวๆก็ออกมาเดินตามถนน เพื่อลอยยี่เปง หรือลอยกระทงกัน



พ่อแม่ก็จะพาลูกตัวเล็กๆ มาลอยกระทงด้วยเช่นกัน



ตามวัดวาก็จะประดับประดากันเต็มที่ 



ทุกอุโบสถก็จะเปิดให้ผู้คนเข้ากราบไหว้พระ  เพื่อเป็นสิริมงคล
แต่ยังไงก็ตาม  เดินเข้าวัดเข้าวาตอนดึกๆ มันก็ตุ๊มๆต่อมๆ เหมือนกันนะ



































บรรยากาศถนนคนเดิน (วันอาทิตย์) ที่เชียงใหม่  คนขายก็เยอะ คนซื้อก็แยะ




































เสื้อผ้า อาหาร ของเล่น ขนม จิปาถะ ฯลฯ เดินกันตาลายเชียว



































บรรยากาศริมปิง วันลอยยี่เปง 2553.


อธิฐานเลยสิจ๊ะ 



































จะสังเกตุเห็นว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินมากพอๆ กับคนไทยเลยนะ
ทุกๆคนดูมีความสุุขกับเทศกาลนี้ เราเองก็ด้วย  เดินตั้งแต่ 6 โมงเย็น
กว่าจะกลับถึงโรงแรม ก็ปาเ้ข้าไปเที่ยงคืนครึ่งซะงั้น



































อากาศตอนเช้าที่เชียงใหม่ไม่หนาวเลย แค่รู้สึกเย็นสบายๆ
ไปหาอะไรทำชิว ชิว กันดีกว่า ไปแช่เท้าที่ บ่อน้ำพุร้อนสันกำแพง
และที่ขาดไม่ได้ ต้องไปซื้อไข่มาต้ม มีทั้งไข่นกกะทา หรือจะเป็น
ไข่ไก่ก็มี (บ่อต้มไข่ กับ บ่อแช่เท้าคนละบ่อกันคะ)



































ก่อนกลับบ้าน อย่าลืมแวะซื้อของฝากที่มูเซอ จ.ตาก นะคะ
ของราคาไม่แพง  เราเองยังต้องเอาของที่ซื้อรอบแรกไปเก็บที่รถก่อน
แล้วค่อยมาช้อปต่อเลย  ของเค้าถูกและดีจริงๆคะ 


เอามารูปมาใส่กรอบ ก็ดูแปลกตาดีคะ





































ดอกไม้เป็นของที่คู่กับเมืองหนาวอย่างเชียงใหม่ เชียงราย ฯลฯ
สีสันสดใส มองไปที่ไหนๆก็ต้องมีดอกไม้สวยๆให้ได้เห็นกัน



































ของฝากจากเหนือเจ้า~~~

ข้าวมันไก่ ดูน่ากินจัง



ข้าวหมูแดง แด๊งแดง



กระเพาไก่ + ไข่ดาว ของโปรด


อันนี้ผัดผักรวมหมูกรอบ


ข้าวซอย  (ของดีเมืองเชียงใหม่เค้าคะ)


ราดหน้าผักรวม  (ร้านนี้เค้าแปลก เพราะเค้ารวมไปถึงฟักทอง ถั่วฝักยาว )


มาดูโคมลอยยี่เปงกันเต๊อะ



ตลอดงานก็มีพลุสวยๆ ให้ดูตลอดเลย




สุดท้ายใกล้จะถึงบ้านแล้ว (ปทุมธานี) เพิ่งจะสังเกตุเห็นว่า
บ้านเราไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเลยหรือ
เห็นเป็นช่องว่าง สีขาวๆอยู่  เดี๋ยวต้องไปฟ้องผู้ว่าฯ ซะหน่อยแล้ว



































นำเสนอโดย : สาวน้อยตะลอนทัวร์